รู้หรือไม่โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (Acute leukemia) เกิดจากการที่ร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือกขาวมากกว่าปกติ ทำให้สร้างเม็ดเลือดแดงออกมาน้อยลง เกล็ดเลือดต่ำ ผู้ป่วยจะเกิดอาการเหลืองซีด อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง เพราะเกร็ดเลือดต่ำมีเลือดน้อยลง นอกจากนั้นยังจะมีอาการเลือดซึมออกตามอวัยวะต่างๆ เช่น ผิวหนัง ไรฟัน นอกจากนั้นการที่ผลิตเม็ดเลือดขาวออกมามากผิดปกติยังทำให้เกิดการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่มีภูมิคุ้มกัน ร่างกายอ่อนแอขึ้นอีกด้วย ทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น
ส่วนสาเหตุที่แน่ชัดนั้นทางการแพทย์ยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ เพียงแต่มีการสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมส่วนหนึ่ง ร่วมกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมด้วยส่วนหนึ่ง เช่น ผู้ที่มีพันธุกรรมเป็นดาวน์ซินโดรมจะมีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติ ผู้ที่เคยมีญาติเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ผู้ที่เคยได้รับรังสีหรือเคมีบำบัดจากการป่วยเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ ผู้ที่ได้รับสัมผัสจากรังสีนิวเคลียร์หรือสารเบนซิน ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเอชทีแอลวี เป็นต้น
อาการของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันนั้น ระยะแรกจะมีอาการไข้ ปวดเมื่อตามร่างกายคล้ายคนเป็นไข้หวัดใหญ่ ไข้เรื้อรังอยู่ยาวนานเป็นเดือน หนาวสั่น มีแผลในปาก ปอดอักเสบ น้ำหนักลด จากนั้นจะเริ่มมีอาการผิวซีดเหลือง มีจ้ำเขียวจ้ำแดงขึ้นตามตัว ไข้สูง มีเลือดออกตามอวัยวะหรือที่ต่างๆ เช่น เลือดออกตามไรฟัน ประจำเดือนออกมากกว่าคนปกติ มีเลือดกำเดาไหล หรือกระทั่งการถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งเกิดจากการมีเกล็ดเลือดต่ำลง ถือว่าอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ระยะต่อมาจะเริ่มมีอาการทางสมองเข้าแทรก เช่น ปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะมาก ชัก ตาพร่ามัว อาเจียน แน่นท้อง ปวดท้องเนื่องมาจากอวัยวะในช่องท้องเช่น ตับ ม้าม มีการโตขึ้น บางรายจะมีอาการปวดเฉพาะที่ต่างไป เช่น ปวดข้อ ปวดกระดูก เหงือกบวม ตาบวมปูดโปน
ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันนี้หากไม่ได้รับการรักษาทันเวลามักจะเสียชีวิตในเวลาที่รวดเร็ว อาจเป็นเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น หากเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงทีก็มีโอกาสทำให้โรคสงบลงได้ร้อยละ 70-80 ในกรณีผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 60 กระนั้นก็ยังต้องติดตามผลอยู่ตลอดเวลาเพราะโรคที่สงบอาจจะฟื้นตัวขึ้นมาอีกเมื่อไรก็ได้ โรคนี้มักจะเกิดในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก แต่ผู้ป่วยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่เคยเข้ารับการรักษามะเร็งชนิดอื่นจากรังสีหรือเคมีบำบัดมาก่อน จะไม่ตอบสนองต่อผลการรักษาเท่าใดนัก โอกาสที่โรคจะสงบค่อนข้างน้อย
ส่วนการป้องกันโรคนี้ทางการแพทย์ไม่มีทางป้องกัน เพราะยังไม่สามารถสรุปสาเหตุการเกิดได้อย่างแน่ชัด ดังนั้นให้สังเกตอาการต่างๆ อยู่เสมอ เมื่อเกิดการผิดปกติกับร่างกายใดๆ ก็ตามควรพบแพทย์จะปลอดภัยที่สุด